เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดยศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) ร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ได้เข้าพบและหารือกับผู้แทนกระทรวง Department for Energy Security and Net Zero (DESNZ) หรือกระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์แห่งสหราชอาณาจักร ณ กรุงลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ กลไกกำกับดูแล และกลไกสนับสนุนทางการเงินในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร
คณะฝ่ายไทยนำโดย รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม หัวหน้าศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS และหัวหน้าโครงการวิจัยทุน ISPF ซึ่งได้ร่วมหารือในฐานะประธานคณะทำงานทบทวนกฎหมายปัจจุบันสำหรับดำเนินกิจการ CCUS และเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA) พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ขณะที่ฝ่าย บพค. นำโดย ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. พร้อมเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก Assoc. Prof. Dr. David Harbottle จาก University of Leeds ร่วมคณะ ส่วนฝ่าย DESNZ นำโดย Ms. Kate Pilling, Senior CCUS Policy Lead พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย กฎหมาย และกลไกการเงิน ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก
ในการนี้ รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าและศักยภาพการพัฒนา CCUS ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมศักยภาพแหล่งกักเก็บทางธรณีวิทยาและแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลักของประเทศ แนวทางการจัดกลุ่มคลัสเตอร์ในพื้นที่ภาคพลังงานและอุตสาหกรรม ตลอดจนการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA) และการผลักดันประเด็น CCS/CCUS เข้าสู่กลไกระดับชาติ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญด้านการจัดวางกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล และกลไกทางการเงินให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง การสำรวจแหล่งกักเก็บ การอัดฉีด การติดตามตรวจวัด ไปจนถึงความรับผิดชอบภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ
ในส่วนของ DESNZ ได้ถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าด้าน CCUS มากที่สุด ผ่านการพัฒนาคลัสเตอร์ในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ ทั้ง East Coast Cluster, HyNet, Acorn และ Viking โดยจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบ “กลไกรัฐ” ที่แยกบทบาทของหน่วยงานอย่างชัดเจน ทั้ง DESNZ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและขับเคลื่อนโครงการ Ofgem ในฐานะผู้กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ Low Carbon Contracts Company (LCCC) ในฐานะคู่สัญญาของกลไกสนับสนุนทางการเงิน และภาคอุตสาหกรรมในฐานะผู้พัฒนาและลงทุน ตลอดจนแนวทางการออกใบอนุญาตการขนส่งและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงระยะยาว และการจัดตั้งกองทุนรองรับค่าใช้จ่ายภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ
การหารือในครั้งนี้ทำให้คณะฝ่ายไทยได้รับองค์ความรู้เชิงนโยบายที่สำคัญต่อการออกแบบกลไกกำกับดูแลและกลไกการเงินของประเทศ พร้อมตอกย้ำมุมมองว่าการพัฒนา CCS มิใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรภาครัฐ เพื่อพัฒนากำลังคนด้านนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไป
การเข้าหารือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของบุคลากรภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากรอบนโยบายและกฎหมายของประเทศ สู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
