มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ – University of Leeds จัดสัมมนาระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนองค์ความรู้การกักเก็บก๊าซใต้พิภพ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ – University of Leeds จัดสัมมนาระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนองค์ความรู้การกักเก็บก๊าซใต้พิภพ สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ไทย–สหราชอาณาจักร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) ร่วมกับ University of Leeds สหราชอาณาจักร และหน่วยงานพันธมิตรจากทั้งสองประเทศ จัดงานสัมมนาระดับนานาชาติ “UK–Thailand International Seminar on Subsurface Storage in Saline Formations” เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ British Council ภายใต้โครงการ International Science Partnerships Fund (ISPF) ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร
โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการกักเก็บไฮโดรเจนใต้พิภพ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชิงธรณีวิทยา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของทั้งสองประเทศ
พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. กล่าวต้อนรับ และ Mr. David Thomas Deputy Head of Mission สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน
พร้อมด้วยการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และความร่วมมือจาก
คุณอุไรวรรณ สะโมลี Head of Education ของ British Council Thailand
ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย หรือ Thailand CCUS Alliance (TCCA)
ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสู่การใช้งานจริง
การสัมมนาครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการบรรยายในหัวข้อสำคัญตลอดห่วงโซ่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ประกอบด้วย
“บทบาทของไฮโดรเจนและเทคโนโลยี CCS ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” โดย รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
“เทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจน” โดย รศ.ดร.กลยุทธ ปัญญาวุธโธ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์” โดย รศ.ดร.ธีรวัฒน์ เสมา นักวิจัยในโครงการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์พื้นผิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บก๊าซใต้พิภพ” โดย Assoc. Prof. Dr. David Harbottle หัวหน้าโครงการฝ่ายสหราชอาณาจักร University of Leeds
️ “การจัดทำแผนที่แหล่งกักเก็บคาร์บอน” โดย Jonathan Pearce จาก British Geological Survey
️ “ธรณีวิทยาของแอ่งโคราช” โดย คุณเด่นโชค มั่นใจ จากกรมทรัพยากรธรณี
“ความไม่แน่นอนในการจำลองแหล่งกักเก็บ” โดย Prof. Dr. Paul Glover และ Assoc. Prof. Dr. Piroska Lorinczi นักวิจัยในโครงการ University of Leeds
“การจำลองแหล่งกักเก็บสำหรับการกักเก็บก๊าซใต้พิภพ” โดย รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล หัวหน้าโครงการฝ่ายไทย และคุณกุลสตรี ธีระพงค์ นักศึกษาบัณฑิตศึกษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ซึ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากระดับพื้นฐานไปสู่การออกแบบและตัดสินใจในระดับโครงการจริง
งานสัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักร “Clean Hydrogen and CO₂ Storages for Energy Transition: From Surface Science Toward Field-Scale Implementation”
ซึ่งมุ่งศึกษากลไกทางวิทยาศาสตร์พื้นผิวที่ควบคุมประสิทธิภาพการกักเก็บไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินอุ้มน้ำ ตั้งแต่ระดับจุลภาคของปฏิกิริยาระหว่างหิน น้ำเกลือ และก๊าซ ไปจนถึงการทดลองในแท่งหินตัวอย่างและการจำลองการไหลของของไหลในระดับแหล่งกักเก็บจริง
เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบและบริหารจัดการการกักเก็บที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
โครงการยังครอบคลุมกิจกรรมการพัฒนาเทคโนโลยี การประเมินศักยภาพพื้นที่เป้าหมาย และการออกแบบกลยุทธ์การอัดฉีดก๊าซ โดยการสัมมนาครั้งนี้นับเป็นก้าวแรก ของการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือเชิงระบบ ระหว่างงานวิจัยเชิงลึกกับการประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายและอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ โครงการยังมีแผนจัดตั้ง ศูนย์ความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักรด้านการกักเก็บไฮโดรเจนสะอาดและคาร์บอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม
พร้อมทั้งบ่มเพาะนักวิจัยและวิศวกรรุ่นใหม่ในสาขาพลังงานสะอาด โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนของไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการวิจัยให้สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศ และนำไปสู่ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว