ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร กฟผ. เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน CCUS

ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร กฟผ. เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน CCUS
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและทีมจากฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโอกาสเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิศวกรรมปิโตรเลียมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) ซึ่งตั้งอยู่ภายในภาควิชา
โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรมความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ กฟผ. โดยได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำคณะเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิศวกรรมปิโตรเลียมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัย Chiang Mai CCS
ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ และคณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) ไม่ว่าจะเป็นการประเมินศักยภาพแหล่งกักเก็บใต้พิภพ การเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มพูนการผลิตน้ำมัน (CO2 EOR) และการทดสอบความปลอดภัยของระบบกักเก็บ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมและการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี CCUS
นอกจากนี้ ยังได้แนะนำโครงการวิจัยใหม่ที่พึ่งได้รับการอนุมัติจาก กฟผ. ในหัวข้อเกี่ยวกับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในหินบะซอลต์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีความเป็นไปได้ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ.
               

ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ขอแสดงความยินดีกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนะพล เจริญธนาวรกุล

ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ขอแสดงความยินดีกับ👏🎉
🌟‘อาจารย์ ดร.ชนะพล เจริญธนาวรกุล’🌟
สังกัดภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม
เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” (สาขาวิชา 1106 วิศวกรรมทรัพยากรธรณีและเหมืองแร่ อนุสาขาวิชา 110601 วิศวกรรมทรัพยากรธรณี)👏🏻👏🏻

ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.คมสูรย์ สมประสงค์ เนื่องในโอกาสได้รับทุนโครงการวิจัย

🎉คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงความยินดีกับ🎉
⭐️ ผศ.ดร.คมสูรย์ สมประสงค์⭐️
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม
🎖️เนื่องในโอกาสได้รับทุนโครงการวิจัย 🎖️
“โครงการศึกษา ทดลอง วิจัย และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข การประมูลแหล่งแร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่” จาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอผลงานวิจัย Underground Hydrogen Storage ในการประชุมวิชาการนานาชาติ The 3rd International Symposium on CCS–Unconventional Energy ที่สาธารณรัฐเกาหลี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอผลงานวิจัย Underground Hydrogen Storage ในการประชุมวิชาการนานาชาติ The 3rd International Symposium on CCS–Unconventional Energy ที่สาธารณรัฐเกาหลี
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล หัวหน้าศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “The 3rd International Symposium on CCS–Unconventional Energy” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 พฤษภาคม 2568 ณ จังหวัดปกครองตนเองพิเศษเชจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี Inha University และหน่วยงานพันธมิตรร่วมเป็นเจ้าภาพ
การประชุมวิชาการครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญด้านพลังงานสะอาดและการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 ราย จากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ จีน เกาหลี เวียดนาม คาซัคสถาน บราซิล และสหรัฐอเมริกา รวมถึงผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น SLB Halliburton Baker Hughes KNOC และ KOMIR
ในโอกาสนี้ รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ได้รับเชิญให้นำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อ “Seasonal Hydrogen Storage and Recovery in Tight Reservoir: Role of Hysteresis and Production Design” ภายใต้หัวข้อการประชุมด้านพลังงานทางเลือกรูปแบบอื่น (Unconventional Energy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่มุ่งศึกษาการกักเก็บไฮโดรเจนในชั้นหินแน่น (tight reservoir) โดยวิเคราะห์ผลกระทบของ hysteresis ของความสามารถในการซึมผ่านสัมพัทธ์ (relative permeability) ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสูญเสียของไฮโดรเจนในแต่ละรอบการใช้งานแบบฤดูกาล
ผลงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะแรงดันแคปปิลลารีทำให้เกิดการค้างอยู่ของก๊าซไฮโดรเจนบางส่วนในเนื้อหิน และการสูญเสียนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อดำเนินการเก็บซ้ำหลายรอบ ภายหลังการนำเสนอ ยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากนักวิจัยนานาชาติ โดยเฉพาะประเด็นด้านการสูญเสียไฮโดรเจนจากจุลินทรีย์ และความเหมาะสมของแหล่งกักเก็บที่ใช้ พร้อมกันนี้ยังได้หารือแนวทางความร่วมมือวิจัยเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ CCS และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยแล้ว คณะจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังประกอบด้วยนักวิจัยและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและเอก) จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จำนวน 5 ราย ที่เข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับนักวิจัยนานาชาติในสาขาที่เกี่ยวข้อง
โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ British Council ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ International Science Partnerships Fund (ISPF) ของ Department for Science, Innovation and Technology (DSIT) รัฐบาลสหราชอาณาจักร

รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล รับรางวัลเชิดชูเกียรติ Gear award 2024

งานพิธีมอบรางวัล Gear award ประจำปี 2567 🎊🎊🎊🎊🎁
🏆ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม รางวัลเชิดชูเกียรติ Gear award 2024 “Research Excellence Award” รางวัลผลิตผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (journal) ในฐานข้อมูลสากล (scopus) ต่อคณาจารย์ในสาขาวิชาจำนวนสูงสุดในปี พ.ศ. 2567
🏆 รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล รางวัลเชิดชูเกียรติ Gear award 2024 “Top Q1 Scopus Publications Award” รางวัลผู้ผลิตผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในฐานข้อมูล Scopus และมีค่า Q1 จำนวนสูงสุด พ.ศ.2567
🏆รศ.ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล รางวัล Gear award สาขา ผู้ที่มีผลการประเมินการเรียนการสอนดีเยี่ยม ประจำปี 2567 ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัล

“นักวิจัยคณะวิศวฯ มช. ศึกษาผลกระทบของปฏิกิริยาธรณีเคมี (geochemical reactions) ระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กับหินทรายและหินปูน

“นักวิจัยคณะวิศวฯ มช. ศึกษาผลกระทบของปฏิกิริยาธรณีเคมี (geochemical reactions) ระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กับหินทรายและหินปูน ซึ่งเป็นหินโผล่ตัวอย่างจากแหล่งกักเก็บเชิงธรณีวิทยาของแอ่งแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยวิเคราะห์ทั้งระดับเล็กกว่าแท่งหินตัวอย่าง (sub-core) และแท่งหินตัวอย่าง (core) เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกถึงกลไกการเปลี่ยนแปลงในแง่วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมธรณี”
นางสาวมธุรส ตุลาพันธุ์ นักศึกษาปริญญาโท และรองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงแร่และสมบัติทางกายภาพของตัวอย่างหินโผล่ (outcrops) อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาธรณีเคมี โดยใช้อุปกรณ์และวิธีการวิเคราะห์ขั้นสูง ได้แก่ การดูดซับก๊าซทางกายภาพ (BET), กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (SEM) และการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ (XRD) พบว่า CO2 ในสภาวะเป็นกรดสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการละลายของแร่คาร์บอเนต (dissolution) และตกผลึกแร่ทุติยภูมิใหม่ (precipitation) ส่งผลให้เกิดรูพรุนและรอยร้าวขนาดเล็กในหินทราย และเกิดผลึกรูปเข็มคล้ายแร่อะราโกไนต์ (aragonite) ในหินปูนที่มีพื้นที่ผิวจำเพาะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลการทดลองระดับ core พบว่าค่าความพรุนเพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 12.5% และค่าความซึมได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 743% พร้อมทั้งยืนยันด้วยภาพ micro-CT scan ว่ามีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายในที่ชัดเจนโดยเฉพาะในหินปูน ในขณะที่หินทรายแสดงแนวโน้มการเคลื่อนที่ของอนุภาคละเอียด (fine migration) ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพการไหลในรูพรุนขนาดเล็กบางส่วน
งานวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าปฏิกิริยาธรณีเคมีมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติหินแหล่งกักเก็บและส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพการกักเก็บ ดังนั้น ความเข้าใจเชิงลึกต่อกระบวนการดังกล่าวจึงมีความจำเป็นมากต่อการออกแบบแผนการฉีดอัดให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บ และเป็นหลักประกันความปลอดภัยในระยะยาว ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยในอนาคต ควรมุ่งเน้นพิจารณาการรวมคู่กันของธรณีเคมีและธรณีกลศาสตร์ (geochemical-geomechanical coupling) เพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการพฤติกรรมของแหล่งกักเก็บเมื่อมีการอัดฉีดคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
อ้างอิง Tulapan, M., Thanasaksukthawee, V., Tapanya, C., Tosuai, T., Jiang, J., Harbottle, D., & Tangparitkul, S. Effects of CO2 -Induced Geochemical Reactions on Sandstone and Limestone Reservoirs in Mae Moh Basin: Insights from Sub-core to Core Scale Analyses. Energy & Fuels 2025, 39, 10518-10525.
อ่านงานวิจัย https://doi.org/10.1021/acs.energyfuels.5c01129

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมบรรยายในงานประชุมวิชาการ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ ประจำปี 2568

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมบรรยายในงานประชุมวิชาการ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ ประจำปี 2568
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ (Chiang Mai CCS) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมวิชาการ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ ประจำปี 2568 ณ อาคารประชาสัมพันธ์แม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จังหวัดลำปาง โดยนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ศักยภาพของชั้นหินในแอ่งแม่เมาะสำหรับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์” ซึ่งเป็นเนื้อหาสรุปจากโครงการวิจัยในหัวข้อเดียวกัน ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก กฟผ.
การบรรยายได้นำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสมของชั้นหินในแอ่งแม่เมาะ สำหรับใช้เป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เชิงธรณีวิทยาแบบถาวร โดยอ้างอิงจากข้อมูลธรณีวิทยาและการทดสอบตัวอย่างหินโผล่จากพื้นที่จริง ทั้งในด้านความพรุน ความสามารถในการไหลผ่าน และความสามารถในการปิดกั้นก๊าซ ผลการประเมินพบว่า แม้บางบริเวณจะมีชั้นหินที่เหมาะสม เช่น บริเวณที่มีโครงสร้างปิดกั้นแน่นหนา แต่โดยรวมแอ่งแม่เมาะยังมีข้อจำกัดด้านสมบัติของชั้นหิน ทำให้ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นไปได้ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ งานวิจัยนี้จึงแนะนำว่าแอ่งแม่เมาะอาจไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชิงพาณิชย์ในระยะยาว แต่สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้หรือพื้นที่สำหรับโครงการนำร่อง และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า เช่น แอ่งลำปาง
การบรรยายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของงานประชุมซึ่งมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา วิศวกรรมธรณี และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในบริบทของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาเหมืองแม่เมาะอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเวทีครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของ กฟผ. ในการพัฒนาแนวทางการวิจัยและการลงทุนด้านเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย.
 
 

นักวิจัยคณะวิศวฯ มช. ศึกษากลไกการวิบัติของบ่อเหมืองที่ถูกควบคุมโดยโครงสร้างธรณีวิทยา Hydromechanical “HM” coupling

“นักวิจัยคณะวิศวฯ มช. ศึกษากลไกการวิบัติของบ่อเหมืองที่ถูกควบคุมโดยโครงสร้างธรณีวิทยา และสร้างแบบจำลองเสถียรภาพลาดชันด้วยวิธีการอุทกกลศาสตร์ (Hydromechanical “HM” coupling)”
นายภพธร มณีพงศ์ นักศึกษาปริญญาโท และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชี่ยวชาญ ลีลาสุขเสรี (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์) จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษากลไกการวิบัติของผนังบ่อเหมืองถ่านหินในพื้นที่ C1-west wall ของเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ผนังบ่อเหมืองบริเวณดังกล่าวมีความซับซ้อนทางโครงสร้างธรณีวิทยาที่จำแนกได้ว่าเป็นพื้นที่ของ Relay Ramp ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดรอยเลื่อนปกติในขณะที่แอ่งแม่เมาะเกิดการพัฒนา โครงสร้างดังกล่าวมีความยาวมากกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของพื้นที่บ่อเหมืองบริเวณดังกล่าวเมื่อเหมืองแม่เมาะถูกพัฒนาไปตามแผนเหมืองในปี พ.ศ. 2584
ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดทางธรณีเทคนิคในผนังบ่อบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่กระบวนการอุทกกลศาสตร์อาจส่งผลให้เสถียรภาพของผนังบ่อลดลง. ทีมนักวิจัยได้ศึกษาพื้นที่ดังกล่าวด้วยแบบจำลองตัวเลขสามมิติโดยใช้ระเบียบวิธี Distinct Element Method โดยได้คำนวณค่าปัจจัยความปลอดภัย (Factor of Safety) และการเคลื่อนตัวของผนังบ่อ (Displacement) ซึ่งเปรียบเทียบสามกรณีที่เป็นไปได้ ได้แก่ 1) สภาวะแห้ง (Dry condition) 2) การคำนวณแรงดันน้ำแบบวิธีความเค้นประสิทธิผล (Traditional uncoupled effective stress) และ 3) การคำนวณแรงดันน้ำด้วยหลักการอุทกกลศาสตร์ (HM coupling)
ผลการศึกษาพบว่า อิทธิพลจากการวางตัวของ Relay Ramp และรอยเลื่อนปกติในพื้นที่ C1-west wall ควบคุมรูปแบบการวิบัติ (mode of failure) ทั้งหมดสามรูปแบบ ได้แก่ การไถลของบล็อกที่ถูกควบคุมโดยสองระนาบ (bi-planar compound block sliding), การไถลแบบหมุนของบล็อกที่ถูกควบคุมโดยสองระนาบ (bi-planar rotational block sliding), และการยกตัวของพื้นบ่อเหมืองที่ได้รับอิทธิพลจากการวางตัวของ Relay Ramp (toe pushing-up influenced by the dipping of the Relay Ramp) และได้ค้นพบว่าอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเชิงกลและเชิงชลศาสตร์ของโครงสร้างทางธรณีวิทยาในพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลมาจากพฤติกรรมการคายความเค้น (stress relaxation) จากการขุดเปิดเหมือง ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของแรงดันน้ำใต้ดินที่เป็นผลมาจากฝนตก นอกจากนี้ ค่าปัจจัยความปลอดภัยที่ต่ำที่สุดและค่าการเคลื่อนตัวของผนังบ่อที่มากที่สุด ถูกคำนวณได้จากวิธีการคำนวณแบบ HM coupling จากผลการวิจัยดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้แนะนำให้การออกแบบเหมืองเปิดนำปัจจัยและการคำนวณทางอุทกกลศาสตร์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบความลาดชันที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
งานวิจัยนี้ได้รับความร่วมมือจากวิศวกรธรณีเทคนิคของเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และ Professor Thirapong Pipatpongsa จาก National Yang Ming Chiao Tung University ไต้หวัน และได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ International Journal of Rock Mechanics and Mining Sciences (Scopus 99th percentile) เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา
อ้างอิง Maneepong, P., Leelasukseree, C., Pipatpongsa, T., Sangkhaphan, P., Maneewat, T., & Chaiwan, A. (2025). Rock slope stability and hydromechanical coupling evaluation on the relay ramp-controlled failure mechanism in Mae Moh Mine, Thailand. International Journal of Rock Mechanics and Mining Sciences, 191.
อ่านงานวิจัย https://doi.org/10.1016/J.IJRMMS.2025.106132

คณะผู้วิจัย มช. ประชุมเริ่มโครงการวิจัยระดับนานาชาติ ณ University of Leeds

คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เดินทางไปประชุมเริ่มโครงการวิจัยระดับนานาชาติ ณ University of Leeds ในหัวข้อการกักเก็บไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินอุ้มน้ำ
คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล หัวหน้าศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฝ่ายไทย พร้อมด้วย นายวรเศรษฐ์ ธนศักดิ์สุขทวี นักวิจัยระดับปริญญาเอกในฐานะนักวิจัยแลกเปลี่ยน ได้เดินทางไปพบคณะผู้วิจัยฝ่ายสหราชอาณาจักรของ University of Leeds ณ เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 12–16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เพื่อประชุมเริ่มต้นโครงการ (kick-off meeting) หารือรายละเอียดเชิงเทคนิค และแลกเปลี่ยนตัวนักวิจัย รวมถึงจัดวางแผนการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 2 ปีของโครงการวิจัยภายใต้หัวข้อ “ศึกษากลไกทางวิทยาศาสตร์พื้นผิวที่ควบคุมประสิทธิภาพการกักเก็บไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินอุ้มน้ำ ผ่านกระบวนการไหลแทนที่ของไหลและการจำลองพฤติกรรมระดับแหล่งกักเก็บเพื่อการประยุกต์ใช้ในระดับสนาม”
โครงการวิจัยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างความเข้าใจเชิงกลไกเกี่ยวกับพฤติกรรมการไหลและการกักเก็บของไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินอุ้มน้ำ โดยเน้นการศึกษาปฏิกิริยาระหว่างก๊าซ ของเหลว และหินในระดับพื้นผิว (surface and interfacial science) พร้อมทั้งพัฒนาแบบจำลองแหล่งกักเก็บเชิงธรณีวิทยาเพื่อใช้วิเคราะห์ศักยภาพและยื่นยันประสิทธิภาพของแหล่งกักเก็บจริงในระดับสนาม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บเชิงธรณีวิทยาของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน สนับสนุนการออกแบบระบบกักเก็บเชิงธรณีวิทยาของก๊าซดังกล่าวให้สอดคล้องและนำไปใช้ได้จริงในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ
โดยคณะผู้วิจัยของ University of Leeds จะมีบทบาทหลักในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นผิวในระดับจุลภาค ประกอบด้วย Dr. David Harbottle ในฐานะหัวหน้าโครงการฝ่ายสหราชอาณาจักร Dr. Ali Hassanpour Dr. Piroska Lorinczi และ Professor Paul Glover โดยวางแผนดำเนินการทดลองกับระบบสามเฟส ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไฮโดรเจน น้ำเกลือ และตัวอย่างหินแหล่งกักเก็บ เพื่อวัดแรงตึงผิว เปียก (wettability) และพฤติกรรมการไหลแทนที่ของของไหลในแท่งหินตัวอย่าง ภายใต้สภาวะอุณหภูมิและความดันเสมือนจริงที่เลียนแบบแหล่งกักเก็บใต้พิภพ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองแหล่งกักเก็บเชิงธรณีวิทยาเพื่อประยุกต์ใช้ในการจำลองการไหลในแหล่งกักเก็บต่อไป
สำหรับฝ่ายไทย นอกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานหลักของโครงการแล้ว ยังมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการด้วย ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยจากฝ่ายไทยจะรับผิดชอบการทดลองในระดับแท่งหินตัวอย่าง (core-scale displacement experiments) การพัฒนาองค์ความรู้ในการออกแบบสารเคมีเติมแต่ง และการจำลองการไหลแบบพลศาสตร์ในระดับแหล่งกักเก็บ (reservoir-scale simulation) บนฐานแหล่งกักเก็บเป้าหมายในประเทศไทย
โครงการดังกล่าวยังมุ่งจัดตั้ง ศูนย์ความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักรด้านการกักเก็บไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดกิจกรรมอบรม สัมมนา และสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ซึ่งได้ร่วมเป็นหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการฝ่ายอุตสาหกรรมด้วย
โครงการนี้คาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้เฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นผิวเพื่อการกักเก็บก๊าซเชิงธรณีวิทยา การสร้างต้นแบบเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และสนับสนุนการจัดทำนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศบนพื้นฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือและยืนยันได้ในระดับสากล
โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนทั้งสองฝ่าย ได้แก่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ British Council ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ International Science Partnerships Fund (ISPF) ของ Department for Science, Innovation and Technology (DSIT) รัฐบาลสหราชอาณาจักร